มาตรฐานลิฟต์ประเทศไทยเป็นมาตรฐานที่กำหนดข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพของลิฟต์ เพื่อให้ลิฟต์ทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด มาตรฐานลิฟต์ประเทศไทยถูกกำหนดขึ้นโดยวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ซึ่งเป็นองค์กรกลางด้านวิศวกรรมของประเทศไทย
มาตรฐานลิฟต์ประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ
- มาตรฐานลิฟต์โดยสารและลิฟต์โดยสารที่ใช้ขนของ (วสท. 032012-19)
- มาตรฐานลิฟต์พนักงานดับเพลิง (วสท. 032012/F-19)
มาตรฐานลิฟต์โดยสารและลิฟต์โดยสารที่ใช้ขนของ กำหนดข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพของลิฟต์โดยสารและลิฟต์โดยสารที่ใช้ขนของทั่วไป ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้าง การติดตั้ง การทดสอบ และการบำรุงรักษา
มาตรฐานลิฟต์พนักงานดับเพลิง กำหนดข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพของลิฟต์พนักงานดับเพลิง ซึ่งแตกต่างจากลิฟต์โดยสารและลิฟต์โดยสารที่ใช้ขนของทั่วไปตรงที่ลิฟต์พนักงานดับเพลิงจะต้องมีความเร็วสูงและสามารถรองรับน้ำหนักบรรทุกได้มากกว่า
มาตรฐานลิฟต์ประเทศไทยเป็นมาตรฐานบังคับสำหรับลิฟต์ทุกประเภทในประเทศไทย ซึ่งหมายความว่าลิฟต์ทุกประเภทในประเทศไทยจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานลิฟต์ประเทศไทย หากลิฟต์ใดไม่เป็นไปตามมาตรฐานลิฟต์ประเทศไทย เจ้าของลิฟต์จะต้องดำเนินการแก้ไขให้เป็นไปตามมาตรฐานลิฟต์ประเทศไทย
ต่อไปนี้เป็นข้อกำหนดด้านความปลอดภัยที่สำคัญบางประการของมาตรฐานลิฟต์ประเทศไทย:
- ลิฟต์ต้องติดตั้งระบบความปลอดภัยเพื่อป้องกันไม่ให้ลิฟต์ตกลงหรือเกิดอุบัติเหตุอื่นๆ
- ลิฟต์ต้องสามารถรองรับน้ำหนักบรรทุกได้เพียงพอ
- ลิฟต์ต้องสามารถทำงานได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย
- ลิฟต์ต้องได้รับการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ
การปฏิบัติตามมาตรฐานลิฟต์ประเทศไทยจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานลิฟต์ และช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น
|
|
นอกจากนี้ยังมีมาตรฐานลิฟต์สำหรับผู้พิการ โดยมีการกำหนดไว้ในกฎกระทรวง ในรายละเอียดกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา พ.ศ. 2548 กฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดให้อาคารสูงตั้งแต่ 5 ชั้นขึ้นไป หรืออาคารที่มีพื้นที่ใช้สอยรวมตั้งแต่ 5,000 ตารางเมตรขึ้นไป ต้องติดตั้งลิฟต์สำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชราอย่างน้อย 1 หน่วย และต้องมีระบบควบคุมลิฟต์ที่ผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชราสามารถควบคุมได้เอง
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประชากรผู้พิการเป็นจำนวนมาก โดยจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2564 พบว่ามีประชากรผู้พิการในประเทศไทยประมาณ 3.1 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 6.8 ของประชากรทั้งหมด การที่ประชากรผู้พิการมีจำนวนมากขึ้น ย่อมต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตในสังคมมากขึ้นเช่นกัน
หนึ่งในสิ่งอำนวยความสะดวกที่สำคัญสำหรับผู้พิการคือลิฟต์ ลิฟต์ช่วยให้ผู้พิการสามารถเข้าถึงอาคารและพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงมีการกำหนดมาตรฐานลิฟต์สำหรับผู้พิการ เพื่อให้ลิฟต์สามารถรองรับการใช้งานของผู้พิการได้อย่างเหมาะสม
มาตรฐานลิฟต์สำหรับผู้พิการในประเทศไทยกำหนดโดยกฎกระทรวง กำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา พ.ศ. 2548 กฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดให้อาคารสูงตั้งแต่ 5 ชั้นขึ้นไป หรืออาคารที่มีพื้นที่ใช้สอยรวมตั้งแต่ 5,000 ตารางเมตรขึ้นไป ต้องติดตั้งลิฟต์สำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชราอย่างน้อย 1 หน่วย และต้องมีระบบควบคุมลิฟต์ที่ผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชราสามารถควบคุมได้เอง
นอกจากนี้ กฎกระทรวงยังกำหนดข้อกำหนดด้านการออกแบบและการติดตั้งลิฟต์สำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา ดังนี้
- ขนาดห้องลิฟต์ต้องมีความกว้างไม่น้อยกว่า 1.60 เมตร ยาวไม่น้อยกว่า 1.40 เมตร หรือมีความกว้างไม่น้อยกว่า 1.40 เมตร ยาวไม่น้อยกว่า 1.60 เมตร
- ช่องประตูลิฟต์ต้องมีความกว้างสุทธิไม่น้อยกว่า 90 เซนติเมตร และต้องมีระบบแสงเพื่อป้องกันไม่ให้ประตูลิฟต์หนีบผู้โดยสาร
- ต้องมีการติดสัญลักษณ์รูปผู้พิการไว้ที่ช่องประตูด้านนอกของลิฟต์ที่จัดไว้สำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชราใช้ได้
- ต้องมีระบบเรียกลิฟต์จากภายนอกอาคารสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา
- ต้องมีระบบเสียงพูดภายในลิฟต์สำหรับผู้พิการทางสายตา
- ต้องมีระบบสัญญาณเตือนภัยสำหรับผู้พิการทางหู
การปฏิบัติตามมาตรฐานลิฟต์สำหรับผู้พิการจะช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ลิฟต์สำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา ช่วยให้พวกเขาสามารถเข้าถึงอาคารและพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย
ต่อไปนี้เป็นข้อดีของการปฏิบัติตามมาตรฐานลิฟต์สำหรับผู้พิการ:
- ช่วยให้ผู้พิการสามารถเข้าถึงอาคารและพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย
- ส่งเสริมความเท่าเทียมและโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ สำหรับผู้พิการ
- ส่งเสริมความเสมอภาคและความเป็นธรรมในสังคม
ผู้ประกอบการหรือเจ้าของอาคารควรปฏิบัติตามมาตรฐานลิฟต์สำหรับผู้พิการอย่างเคร่งครัด เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการและส่งเสริมความเสมอภาคในสังคม










