0
0.00 ฿
 x 

Cart empty
SPC THAILAND

SPC THAILAND

ลิฟต์เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่สำคัญในอาคารสูง ไม่ว่าจะเป็นในที่อยู่อาศัยหรือสถานที่ทำงาน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ลิฟต์ที่ใช้งานมานานมักจะเกิดปัญหาต่างๆ เช่น เสียบ่อย ทำงานไม่ราบรื่น หรือมีความปลอดภัยต่ำ การปรับปรุงลิฟต์ให้ทันสมัยจึงเป็นทางเลือกที่ดีในการแก้ปัญหาเหล่านี้

งาน World Elevator & Escalator Expo 2023: มหกรรมลิฟต์และบันไดเลื่อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

ในปีนี้ SPC มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมงาน World Elevator & Escalator Expo 2023 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าด้านลิฟต์และบันไดเลื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก งานจัดขึ้นเป็นประจำทุกๆ 2 ปี โดยในปีนี้จัดขึ้นที่เมืองเซียงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน

การเดินทางมาที่งานก็สะดวกสบายมาก มีโรงแรมรอบๆ งานมากกว่า 30 แห่ง ให้เลือกตั้งแต่ราคาประหยัดไปจนถึงโรงแรมระดับห้าดาว เราเลือกพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งตั้งอยู่ห่างจากงานเพียง 10 นาที

ภายในงานมีบริษัทผู้ผลิตลิฟต์และบันไดเลื่อนจากทั่วโลกเข้าร่วมมากกว่า 1,000 ราย นำเสนอผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นลิฟต์ความเร็วสูง ลิฟต์โดยสาร ลิฟต์ขนส่ง ลิฟต์สำหรับอาคารสูง ลิฟต์สำหรับโรงพยาบาล ลิฟต์สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม และบันไดเลื่อนอัตโนมัติต่างๆ

ปีนี้รู้สึกประทับใจกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่นำมาแสดงในงานเป็นอย่างมาก เช่น ลิฟต์โดยสารความเร็วสูงจากบริษัท Mitsubishi Electric รุ่น EcoMotion 2000 สามารถวิ่งได้เร็วถึง 1,200 เมตรต่อนาที หรือลิฟต์สำหรับอาคารสูงจากบริษัท Schindler รุ่น 3300T สามารถรับน้ำหนักได้สูงถึง 1,000 ตัน

นอกจากนี้ SPC ยังได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านลิฟต์และบันไดเลื่อนจากทั่วโลก ซึ่งได้ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาของอุตสาหกรรมนี้ในอนาคต

ความประทับใจ

หนึ่งในไฮไลท์ของงานที่ SPC ประทับใจเป็นพิเศษคือ การเปิดตัวลิฟต์โดยสารความเร็วสูงรุ่นใหม่จากบริษัท ThyssenKrupp(TKE) ลิฟต์รุ่นนี้สามารถวิ่งได้เร็วถึง 2,000 เมตรต่อนาที ซึ่งเร็วกว่าลิฟต์รุ่นเดิมถึง 2 เท่า เลยทีเดียว

นอกจากนี้ SPC ยังประทับใจกับนวัตกรรมใหม่ๆ อีกมากมายที่นำมาแสดงในงาน เช่น ลิฟต์โดยสารสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ ลิฟต์ที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรือสมาร์ทวอทช์ ลิฟต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานหมุนเวียน เป็นต้น

ทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมลิฟต์และบันไดเลื่อน

จากการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านลิฟต์และบันไดเลื่อน SPC ได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาของอุตสาหกรรมนี้ในอนาคต ดังนี้

  • เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมลิฟต์และบันไดเลื่อนมากขึ้น ตัวอย่างเช่น AI จะถูกนำมาใช้เพื่อควบคุมการทำงานและความปลอดภัยของลิฟต์ หรือการแนะนำเส้นทางที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้งาน
  • ความยั่งยืน จะเป็นเทรนด์สำคัญสำหรับอุตสาหกรรมลิฟต์และบันไดเลื่อน ผู้ผลิตจะหันมาใช้วัสดุและพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
  • การบริการแบบดิจิทัล จะเป็นที่นิยมมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตจะให้บริการด้านซ่อมบำรุงและบำรุงรักษาแบบออนไลน์ หรือให้บริการข้อมูลและคำแนะนำต่างๆ ผ่านแอปพลิเคชัน

โดยรวมแล้ว SPC ประทับใจกับงาน World Elevator & Escalator Expo 2023 เป็นอย่างมาก เป็นงานแสดงสินค้าที่มีความยิ่งใหญ่และทันสมัย รวบรวมนวัตกรรมใหม่ๆ เกี่ยวกับลิฟต์และบันไดเลื่อนจากทั่วโลกไว้อย่างครบครัน

ลิฟต์เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีความสำคัญในอาคารสูง ช่วยให้ผู้คนสามารถเดินทางขึ้น-ลงระหว่างชั้นต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย อย่างไรก็ตาม การใช้ลิฟต์ก็มีค่าใช้จ่ายที่ตามมา โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้า

ค่าไฟฟ้าในการใช้ลิฟต์จะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ดังนี้

  • ขนาดและน้ำหนักของลิฟต์
  • จำนวนชั้นในอาคาร
  • จำนวนครั้งที่ใช้ลิฟต์ในแต่ละวัน
  • ประสิทธิภาพของเครื่องลิฟต์

ลิฟต์ที่มีขนาดใหญ่และหนักกว่าจะใช้พลังงานไฟฟ้ามากกว่าลิฟต์ขนาดเล็กและเบา นอกจากนี้ ลิฟต์ที่ใช้ในอาคารสูงที่มีจำนวนชั้นมากจะใช้พลังงานไฟฟ้ามากกว่าลิฟต์ที่ใช้ในอาคารต่ำที่มีจำนวนชั้นน้อย ยิ่งใช้ลิฟต์บ่อยครั้งเท่าไร ก็ยิ่งสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้ามากขึ้นเช่นกัน ประสิทธิภาพของเครื่องลิฟต์ที่ต่ำจะส่งผลให้ใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น

โดยทั่วไป ค่าไฟฟ้าในการใช้ลิฟต์จะอยู่ที่ประมาณ 10-20 บาทต่อชั่วโมง สำหรับลิฟต์โดยสารที่มีขนาดกลางและจำนวนชั้นไม่เกิน 10 ชั้น หากอาคารสูงมีลิฟต์โดยสาร 2 ตัว และคาดว่าจะมีการใช้ลิฟต์เฉลี่ย 10 ครั้งต่อชั่วโมง ค่าไฟฟ้าในการใช้ลิฟต์ต่อเดือนจะอยู่ที่ประมาณ 30,000-60,000 บาท

ต่อไปนี้เป็นวิธีประหยัดค่าไฟฟ้าลิฟต์

  • ใช้ลิฟต์อย่างประหยัด โดยหลีกเลี่ยงการใช้ลิฟต์เพื่อเดินทางในระยะสั้นๆ
  • หากอาคารมีลิฟต์หลายตัว ให้ใช้ลิฟต์ที่ไม่ใช้งานอยู่บ่อยๆ แทนการใช้ลิฟต์ที่ใช้งานอยู่ หากมีลิฟต์โดยสารและลิฟต์บรรทุกของ ให้ใช้ลิฟต์บรรทุกของสำหรับขนย้ายสิ่งของขนาดใหญ่และหนัก ควรบำรุงรักษาลิฟต์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อรักษาประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องลิฟต์

การประหยัดค่าไฟฟ้าลิฟต์จะช่วยให้อาคารประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้า และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

อาคารพาณิชย์

อาคารพาณิชย์โดยทั่วไปจะมีจำนวนชั้นไม่มากนัก ประมาณ 5-10 ชั้น และมักมีการใช้งานลิฟต์ในระดับปานกลาง ประมาณ 5-10 ครั้งต่อชั่วโมง ดังนั้น ค่าไฟฟ้าในการใช้ลิฟต์สำหรับอาคารพาณิชย์จึงอยู่ที่ประมาณ 10-20 บาทต่อชั่วโมง ตัวอย่างเช่น

  • อาคารพาณิชย์ 10 ชั้น มีลิฟต์โดยสาร 2 ตัว คาดว่าจะมีการใช้งานลิฟต์เฉลี่ย 10 ครั้งต่อชั่วโมง ค่าไฟฟ้าในการใช้ลิฟต์ต่อเดือนจะอยู่ที่ประมาณ 30,000-60,000 บาท

อาคารสำนักงาน

อาคารสำนักงานโดยทั่วไปจะมีจำนวนชั้นมากกว่าอาคารพาณิชย์ ประมาณ 10-20 ชั้น และมักมีการใช้งานลิฟต์ในระดับสูง ประมาณ 10-20 ครั้งต่อชั่วโมง ดังนั้น ค่าไฟฟ้าในการใช้ลิฟต์สำหรับอาคารสำนักงานจึงอยู่ที่ประมาณ 20-40 บาทต่อชั่วโมง ตัวอย่างเช่น

  • อาคารสำนักงาน 20 ชั้น มีลิฟต์โดยสาร 4 ตัว คาดว่าจะมีการใช้งานลิฟต์เฉลี่ย 15 ครั้งต่อชั่วโมง ค่าไฟฟ้าในการใช้ลิฟต์ต่อเดือนจะอยู่ที่ประมาณ 60,000-120,000 บาท

อาคารโรงพยาบาล

อาคารโรงพยาบาลโดยทั่วไปจะมีจำนวนชั้นมากกว่าอาคารสำนักงาน ประมาณ 20-30 ชั้น และมักมีการใช้งานลิฟต์ในระดับสูงมาก ประมาณ 20-30 ครั้งต่อชั่วโมง ดังนั้น ค่าไฟฟ้าในการใช้ลิฟต์สำหรับอาคารโรงพยาบาลจึงอยู่ที่ประมาณ 40-60 บาทต่อชั่วโมง ตัวอย่างเช่น

  • โรงพยาบาล 30 ชั้น มีลิฟต์โดยสาร 6 ตัว คาดว่าจะมีการใช้งานลิฟต์เฉลี่ย 25 ครั้งต่อชั่วโมง ค่าไฟฟ้าในการใช้ลิฟต์ต่อเดือนจะอยู่ที่ประมาณ 120,000-180,000 บาท

ทั้งนี้ ค่าไฟฟ้าในการใช้ลิฟต์จะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ขนาดและน้ำหนักของลิฟต์ ประสิทธิภาพของเครื่องลิฟต์ และค่าไฟฟ้าที่จ่ายจริง ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันในแต่ละอาคาร

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อค่าไฟฟ้าในการใช้ลิฟต์ เช่น

  • การใช้ลิฟต์แบบประหยัด โดยหลีกเลี่ยงการใช้ลิฟต์เพื่อเดินทางในระยะสั้นๆ
  • หากอาคารมีลิฟต์หลายตัว ให้ใช้ลิฟต์ที่ไม่ใช้งานอยู่บ่อยๆ แทนการใช้ลิฟต์ที่ใช้งานอยู่
  • หากมีลิฟต์โดยสารและลิฟต์บรรทุกของ ให้ใช้ลิฟต์บรรทุกของสำหรับขนย้ายสิ่งของขนาดใหญ่และหนัก
  • ควรบำรุงรักษาลิฟต์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อรักษาประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องลิฟต์

การประหยัดค่าไฟฟ้าลิฟต์จะช่วยให้อาคารประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานไฟฟ้า และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย

 

Copyright © 2023 spcpartlifts.com All rights reserved.

Friday, 25 August 2023 20:39

ลิฟต์อวกาศ

 

ลิฟต์อวกาศ (Space elevator) เป็นยานพาหนะแนวตั้งที่ใช้ในการขนส่งวัสดุจากพื้นโลกไปยังวงโคจรอวกาศ ประกอบด้วยสายเคเบิลที่แข็งแรงและยาวมาก ซึ่งจะยึดติดกับสถานีอวกาศที่วงโคจรค้างฟ้า และอีกปลายหนึ่งจะเชื่อมต่อกับฐานบนพื้นโลก

ลิฟต์อวกาศเป็นแนวคิดที่ถูกเสนอขึ้นครั้งแรกในปี 1895 โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียชื่อ คอนสแตนติน โซลคอฟสกี (Constantin Tsiolkovsky) แนวคิดนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากเทคโนโลยีการผลิตวัสดุที่มีความแข็งแรงสูง เช่น ท่อนาโนคาร์บอน (carbon nanotubes) ได้พัฒนาขึ้นอย่างมาก

ลิฟต์อวกาศมีข้อดีหลายประการ เช่น ต้นทุนต่ำ ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูง สามารถขนส่งวัสดุจำนวนมากขึ้นได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย เมื่อเทียบกับจรวดหรือยานอวกาศแบบดั้งเดิม

อย่างไรก็ตาม ลิฟต์อวกาศยังมีความท้าทายหลายประการ เช่น ต้องใช้วัสดุที่มีความแข็งแรงสูงมากถึง 100 เท่าของวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างตึกเอ็มไพร์สเตท นอกจากนี้ จะต้องหาวิธีป้องกันสายเคเบิลจากความเสียหายจากแรงลมและสภาพอากาศ

ประวัติความเป็นมาของลิฟต์อวกาศ

แนวคิดเกี่ยวกับลิฟต์อวกาศถูกเสนอขึ้นครั้งแรกในปี 1895 โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซียชื่อ คอนสแตนติน โซลคอฟสกี โซลคอฟสกีได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับแนวคิดนี้ในวารสารทางวิชาการชื่อ "Daydream about the Earth and the Heaven" ในบทความนี้ โซลคอฟสกีได้เสนอให้สร้างหอคอยสูงเสียดฟ้าจากพื้นโลกไปยังวงโคจรค้างฟ้า หอคอยนี้จะประกอบด้วยวัสดุที่มีความแข็งแรงสูงมาก ซึ่งจะทำให้สามารถรองรับน้ำหนักของสายเคเบิลและวัตถุที่ขนส่งได้

แนวคิดของโซลคอฟสกีไม่ได้เป็นที่สนใจของนักวิทยาศาสตร์มากนักในยุคนั้น เนื่องจากเทคโนโลยีการผลิตวัสดุที่มีความแข็งแรงสูงยังไม่พัฒนาขึ้นเพียงพอ อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา เนื่องจากเทคโนโลยีการผลิตวัสดุที่มีความแข็งแรงสูง เช่น ท่อนาโนคาร์บอน ได้พัฒนาขึ้นอย่างมาก

ในปี 1979 ยูจีน สมิธ (Eugene Smith) นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับแนวคิดลิฟต์อวกาศในวารสารทางวิชาการชื่อ "Journal of the British Interplanetary Society" ในบทความนี้ สมิธได้เสนอให้ใช้ท่อนาโนคาร์บอนในการสร้างสายเคเบิลสำหรับลิฟต์อวกาศ ท่อนาโนคาร์บอนเป็นวัสดุที่มีความแข็งแรงสูงมาก และสามารถรองรับน้ำหนักของสายเคเบิลและวัตถุที่ขนส่งได้

แนวคิดของสมิธได้รับการยอมรับจากนักวิทยาศาสตร์มากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และมีการวิจัยและพัฒนาเกี่ยวกับลิฟต์อวกาศอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบัน มีโครงการริเริ่มหลายโครงการทั่วโลกที่มุ่งเน้นในการพัฒนาเทคโนโลยีที่จำเป็นสำหรับการสร้างลิฟต์อวกาศ

 

เทคโนโลยีที่ใช้ในการสร้างลิฟต์อวกาศ ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ ดังนี้

  1. สายเคเบิล เป็นส่วนที่มีความสำคัญที่สุดของลิฟต์อวกาศ โดยจะต้องมีความแข็งแรงทนทานสูง เพื่อรับน้ำหนักบรรทุกระหว่างโลกกับอวกาศ วัสดุที่คาดว่าจะใช้ในการสร้างสายเคเบิลคือคาร์บอนนาโนทิวบ์ (carbon nanotube) ซึ่งมีน้ำหนักเบามาก มีความแข็งแรงสูง และทนทานต่อแรงดึงได้สูง

  2. น้ำหนักถ่วง เป็นส่วนที่ใช้ในการรักษาสมดุลของสายเคเบิล โดยจะต้องมีความแข็งแรงสูงพอที่จะต้านทานแรงดึงของสายเคเบิลได้ วัสดุที่คาดว่าจะใช้ในการสร้างน้ำหนักถ่วงคือโลหะผสมที่มีความแข็งแรงสูง เช่น ไททาเนียม

  3. ระบบขับเคลื่อน เป็นส่วนที่ใช้ในการขับเคลื่อนลิฟต์อวกาศให้เคลื่อนที่ขึ้นและลง โดยคาดว่าจะใช้เทคโนโลยีแม่เหล็กไฟฟ้า (magnetic levitation) หรือเทคโนโลยีอื่นๆ ที่สามารถขับเคลื่อนได้โดยไม่ต้องใช้พลังงานจากภายนอก

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีอื่นๆ ที่จำเป็นในการสร้างลิฟต์อวกาศ เช่น เทคโนโลยีการขึ้นรูปและการต่อสายเคเบิลให้มีความยาวเพียงพอ เทคโนโลยีการก่อสร้างสถานีบนโลกและสถานีในอวกาศ เป็นต้น

ปัจจุบัน เทคโนโลยีในการสร้างลิฟต์อวกาศยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ยังไม่มีประเทศใดที่สามารถสร้างลิฟต์อวกาศได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีต่างๆ ได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จึงเป็นไปได้ว่าในอนาคตอันใกล้ เราจะได้เห็นลิฟต์อวกาศเกิดขึ้นจริง

รูปภาพ:

 

     

 

มาตรฐานลิฟต์ประเทศไทยเป็นมาตรฐานที่กำหนดข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพของลิฟต์ เพื่อให้ลิฟต์ทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด มาตรฐานลิฟต์ประเทศไทยถูกกำหนดขึ้นโดยวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ซึ่งเป็นองค์กรกลางด้านวิศวกรรมของประเทศไทย

มาตรฐานลิฟต์ประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ

  • มาตรฐานลิฟต์โดยสารและลิฟต์โดยสารที่ใช้ขนของ (วสท. 032012-19)
  • มาตรฐานลิฟต์พนักงานดับเพลิง (วสท. 032012/F-19)

มาตรฐานลิฟต์โดยสารและลิฟต์โดยสารที่ใช้ขนของ กำหนดข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพของลิฟต์โดยสารและลิฟต์โดยสารที่ใช้ขนของทั่วไป ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้าง การติดตั้ง การทดสอบ และการบำรุงรักษา

มาตรฐานลิฟต์พนักงานดับเพลิง กำหนดข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพของลิฟต์พนักงานดับเพลิง ซึ่งแตกต่างจากลิฟต์โดยสารและลิฟต์โดยสารที่ใช้ขนของทั่วไปตรงที่ลิฟต์พนักงานดับเพลิงจะต้องมีความเร็วสูงและสามารถรองรับน้ำหนักบรรทุกได้มากกว่า

มาตรฐานลิฟต์ประเทศไทยเป็นมาตรฐานบังคับสำหรับลิฟต์ทุกประเภทในประเทศไทย ซึ่งหมายความว่าลิฟต์ทุกประเภทในประเทศไทยจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานลิฟต์ประเทศไทย หากลิฟต์ใดไม่เป็นไปตามมาตรฐานลิฟต์ประเทศไทย เจ้าของลิฟต์จะต้องดำเนินการแก้ไขให้เป็นไปตามมาตรฐานลิฟต์ประเทศไทย

ต่อไปนี้เป็นข้อกำหนดด้านความปลอดภัยที่สำคัญบางประการของมาตรฐานลิฟต์ประเทศไทย:

  • ลิฟต์ต้องติดตั้งระบบความปลอดภัยเพื่อป้องกันไม่ให้ลิฟต์ตกลงหรือเกิดอุบัติเหตุอื่นๆ
  • ลิฟต์ต้องสามารถรองรับน้ำหนักบรรทุกได้เพียงพอ
  • ลิฟต์ต้องสามารถทำงานได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย
  • ลิฟต์ต้องได้รับการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ

การปฏิบัติตามมาตรฐานลิฟต์ประเทศไทยจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งานลิฟต์ และช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น

  

 

นอกจากนี้ยังมีมาตรฐานลิฟต์สำหรับผู้พิการ โดยมีการกำหนดไว้ในกฎกระทรวง ในรายละเอียดกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา พ.ศ. 2548 กฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดให้อาคารสูงตั้งแต่ 5 ชั้นขึ้นไป หรืออาคารที่มีพื้นที่ใช้สอยรวมตั้งแต่ 5,000 ตารางเมตรขึ้นไป ต้องติดตั้งลิฟต์สำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชราอย่างน้อย 1 หน่วย และต้องมีระบบควบคุมลิฟต์ที่ผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชราสามารถควบคุมได้เอง

 

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประชากรผู้พิการเป็นจำนวนมาก โดยจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2564 พบว่ามีประชากรผู้พิการในประเทศไทยประมาณ 3.1 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 6.8 ของประชากรทั้งหมด การที่ประชากรผู้พิการมีจำนวนมากขึ้น ย่อมต้องการสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตในสังคมมากขึ้นเช่นกัน

หนึ่งในสิ่งอำนวยความสะดวกที่สำคัญสำหรับผู้พิการคือลิฟต์ ลิฟต์ช่วยให้ผู้พิการสามารถเข้าถึงอาคารและพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงมีการกำหนดมาตรฐานลิฟต์สำหรับผู้พิการ เพื่อให้ลิฟต์สามารถรองรับการใช้งานของผู้พิการได้อย่างเหมาะสม

มาตรฐานลิฟต์สำหรับผู้พิการในประเทศไทยกำหนดโดยกฎกระทรวง กำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา พ.ศ. 2548 กฎกระทรวงดังกล่าวกำหนดให้อาคารสูงตั้งแต่ 5 ชั้นขึ้นไป หรืออาคารที่มีพื้นที่ใช้สอยรวมตั้งแต่ 5,000 ตารางเมตรขึ้นไป ต้องติดตั้งลิฟต์สำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชราอย่างน้อย 1 หน่วย และต้องมีระบบควบคุมลิฟต์ที่ผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชราสามารถควบคุมได้เอง

นอกจากนี้ กฎกระทรวงยังกำหนดข้อกำหนดด้านการออกแบบและการติดตั้งลิฟต์สำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา ดังนี้

  • ขนาดห้องลิฟต์ต้องมีความกว้างไม่น้อยกว่า 1.60 เมตร ยาวไม่น้อยกว่า 1.40 เมตร หรือมีความกว้างไม่น้อยกว่า 1.40 เมตร ยาวไม่น้อยกว่า 1.60 เมตร
  • ช่องประตูลิฟต์ต้องมีความกว้างสุทธิไม่น้อยกว่า 90 เซนติเมตร และต้องมีระบบแสงเพื่อป้องกันไม่ให้ประตูลิฟต์หนีบผู้โดยสาร
  • ต้องมีการติดสัญลักษณ์รูปผู้พิการไว้ที่ช่องประตูด้านนอกของลิฟต์ที่จัดไว้สำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชราใช้ได้
  • ต้องมีระบบเรียกลิฟต์จากภายนอกอาคารสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา
  • ต้องมีระบบเสียงพูดภายในลิฟต์สำหรับผู้พิการทางสายตา
  • ต้องมีระบบสัญญาณเตือนภัยสำหรับผู้พิการทางหู

การปฏิบัติตามมาตรฐานลิฟต์สำหรับผู้พิการจะช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ลิฟต์สำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา ช่วยให้พวกเขาสามารถเข้าถึงอาคารและพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

ต่อไปนี้เป็นข้อดีของการปฏิบัติตามมาตรฐานลิฟต์สำหรับผู้พิการ:

  • ช่วยให้ผู้พิการสามารถเข้าถึงอาคารและพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างสะดวกและปลอดภัย
  • ส่งเสริมความเท่าเทียมและโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ สำหรับผู้พิการ
  • ส่งเสริมความเสมอภาคและความเป็นธรรมในสังคม

ผู้ประกอบการหรือเจ้าของอาคารควรปฏิบัติตามมาตรฐานลิฟต์สำหรับผู้พิการอย่างเคร่งครัด เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้พิการและส่งเสริมความเสมอภาคในสังคม

 

 

Page 1 of 2

รู้เรื่องลิฟต์

ติดต่อเรา

แนะนำปรึกษา
สอบถามข้อมูล:

โทร : 081 6410399
อีเมล : th@spcpartlifts.com  
ไลย์ : @680aczyk (มี @ ด้วยค่ะ)