ในสมัยโบราณมีการใช้ระบบรอบขึ้น-รอบลง (Hoist and Winch) ซึ่งใช้เครื่องมือเดียวกับเครื่องกรองน้ำหรือบ่อแก้วเพื่อยกของขึ้นและลง โดยมักใช้พลังงานจากมนุษย์ สัตว์ หรือไฟฟ้าที่เกิดจากเครื่องกลหรือเครื่องยนต์ไอเดียว
เมื่อถึงปี คริสต์ศักราช 1800 ในยุโรปเกิดการพัฒนาของเครื่องยนต์ไอน้ำที่ใช้พลังงานจากไอน้ำเพื่อสร้างกำลังขับเคลื่อน ทำให้เกิดโอกาสในการประยุกต์ใช้เครื่องยนต์ไอน้ำในการขับเคลื่อนลิฟต์ ตัวอย่างเช่นลิฟต์ไอน้ำแบบแพลตฟอร์มขึ้นแรกในบันทึกประวัติศาสตร์ได้รับการติดตั้งที่โรงไฟฟ้าลอนดอนในประเทศอังกฤษในปี คริสต์ศักราช 1834
อย่างไรก็ตาม ลิฟต์โดยสารแบบไฮดรอลิกส์ที่ถูกพัฒนาโดยเฮเมนส์ Elisha Graves Otis ในปี ค.ศ. 1852 เป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในอุตสาหกรรมลิฟต์ เนื่องจากใช้เทคโนโลยีใหม่ที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ลิฟต์โดยสารแบบไฮดรอลิกส์นี้ได้รับความนิยมและการนำไปใช้ในอาคารสูงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และมีการพัฒนาต่อเนื่องในอดีตและปัจจุบันจนถึงสมัยที่เราอยู่ในปัจจุบัน

ลิฟต์โดยสารตัวแรกของโลกที่รู้จักกันมากที่สุดคือลิฟต์ไฮดรอลิกส์ (Hydraulic Lift) ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดยอาจารย์เฮเมนส์ ในปี ค.ศ. 1852 และได้รับการติดตั้งครั้งแรกในปี ค.ศ. 1857 ที่โรงแรมฟัลทัน ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
ลิฟต์ไฮดรอลิกส์เป็นลิฟต์ที่ใช้กระบวนการอัดน้ำในกระบวนการลูกสูบและกระบวนการส่งกำลังไปยังลิฟต์เพื่อยกขึ้นหรือลงลงไปในอาคาร โดยใช้กระบวนการอัดน้ำในภายใต้แรงดันเพื่อยกขึ้นหรือลงลงไปในอาคาร มีโครงสร้างที่เหมือนกับห้องเครื่องยนต์และท่อน้ำที่ใช้ในกระบวนการทำงานของลิฟต์
ลิฟต์ไฮดรอลิกส์ได้เป็นการนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการยกสิ่งของและคนขึ้นลงในอาคาร นับเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสร้างอาคารที่มีความสูง เช่น ตึกสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า และอาคารที่มีชั้นมาก และได้ก่อให้เกิดการพัฒนาของลิฟต์ในรูปแบบต่าง ๆ ที่เหมาะสำหรับการใช้งานและความต้องการของสถาปนิกและผู้ออกแบบอาคารทั่วโลกในปัจจุบัน
ในปี คริสต์ศักราช 1852 ณ New York Exposition ใน Crystal Palace (พระตำหนักคริสตัล) มีการแสดงระบบลิฟต์ที่เป็นนวัตกรรมล้ำหน้าของเฮเมนส์ (Elisha Graves Otis) โดยในการแสดงนี้เฮเมนส์ได้ทำการทดสอบและสาธิตระบบลิฟต์ที่ใช Safety Gear Break System ที่สามารถป้องกันการตกลงมาได้ ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้คนสามารถใช้งานลิฟต์ได้อย่างปลอดภัยในกรณีที่เส้นเชือกแขวนิลิฟต์ขาด ลิฟต์จะทำการเบรคโดยอัตโนมัติเพื่อไม่ให้ลิฟต์ตกลงมาด้านล่าง
การแสดงระบบลิฟต์ที่นิวยอร์กเอ็กซ์โพสิชันในปี 1852 เป็นที่น่าสนใจและได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมอย่างมาก เฮเมนส์ (Elisha Graves Otis)ได้เคลื่อนลิฟต์ขึ้นไปยังความสูงประมาณ 4 ชั้น ซึ่งเป็นการสาธิตว่าระบบลิฟต์สามารถทำงานได้อย่างปลอดภัย
การแสดงระบบลิฟต์นี้สร้างความประทับใจและผลักดันให้เกิดการพัฒนาลิฟต์ในอนาคต เฮเมนส์ (Elisha Graves Otis)ได้รับความเคารพและความยอมรับในอุตสาหกรรมลิฟต์ และทำให้เกิดการใช้เทคโนโลยีลิฟต์ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในอาคารสูงทั่วโลกในอนาคต

การสร้างตึกที่สูงเป็นการผสมผสานความสามารถทางเทคโนโลยีและศิลปะในการสร้างสรรค์สิ่งมหัศจรรย์ที่สร้างประทับใจให้กับมนุษย์ทุกคน และอย่างที่ไม่สามารถเพียงแค่มองเห็นผ่านดวงตาได้ เพราะภายในตึกที่สูงนั้นเป็นเส้นทางที่สำคัญที่จะพาเราไปสู่ความสูงในสถานการณ์และแง่มุมต่าง ๆ ของชีวิต และอีกหนึ่งสิ่งที่นับถือเป็นหัวใจของความสูงเหนือบริบทต่าง ๆ คือลิฟต์
|
สู่สุดยอดท้องฟ้า: 10 อันดับตึกสูงที่สุดในโลกและเทคโนโลยีลิฟต์ที่ทำให้ความสูงเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ"
การสร้างตึกที่สูงเป็นการเผชิญกับความท้าทายและทฤษฎีในการออกแบบและก่อสร้างที่มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่และน่าทึ่ง แต่เพื่อให้มันเป็นจริงต้องมีลิฟต์ที่สามารถพาผู้คนขึ้นสู่ความสูงในตึกเหล่านั้น ด้วยเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้า มาดูกันว่า 10 อันดับตึกสูงที่สุดในโลกนี้และลิฟต์ที่ทำให้การเดินทางขึ้นไปสู่สุดยอดท้องฟ้านั้นเป็นเรื่องง่ายอย่างไร
บุรจิคาลิฟ (Burj Khalifa): ตึกสูงที่สุดในโลกที่ตั้งอยู่ที่ดูไบ, ดูไบอังกฤษ มีความสูงกว่า 828 เมตร ด้วยลิฟต์ที่เร็วและทันสมัยที่สามารถพาคนขึ้นไปยังดาดฟ้าได้ด้วยความรวดเร็วและความปลอดภัย.
จินแจติง (Shanghai Tower): ตึกสูงที่สองในโลก ตั้งอยู่ที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน มีความสูง 632 เมตร ลิฟต์ที่ใช้ในตึกนี้มีเทคโนโลยีล้ำสมัยที่เรียกว่า TWIN ที่สามารถเคลื่อนที่ได้ในทิศทางตรงข้ามกันและสามารถขับเคลื่อนไปสู่ชั้นสูงๆ ได้.
อาบูดาบีสคัลิฟ (Abraj Al Bait Clock Tower): ตั้งอยู่ใกล้กับมักกะสัน, ซาอุดีอาระเบีย และเป็นส่วนหนึ่งของโคมเพลส มีความสูง 601 เมตร ลิฟต์ที่ใช้ในตึกนี้สามารถพาผู้คนขึ้นไปยังมาตรฐานสัญญาณอิสลามที่สำคัญได้.
เควสต์เอเชียซายเออร์ (Ping An International Finance Centre): ตึกสูงที่สี่ในโลก ตั้งอยู่ที่เมืองเซินเจิ้น, ประเทศจีน มีความสูง 599 เมตร ลิฟต์ที่ใช้ในตึกนี้ได้รับการออกแบบเพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่คล้ายกับการเข้าสู่ตัวรถยนต์.
Lotte World Tower: ตึกสูงที่ห้าในโลก ตั้งอยู่ที่โซล, เกาหลีใต้ มีความสูง 555 เมตร ลิฟต์ที่ใช้ในตึกนี้ใช้เทคโนโลยีความเร็วสูงในการขับเคลื่อน.
ตึกชิดางองค์ประชุมแห่งชาติประชาชนสหรัฐอเมริกา (One World Trade Center): ตึกที่สูงที่หกในโลก ตั้งอยู่ที่นิวยอร์กซิตี, สหรัฐอเมริกา มีความสูง 541 เมตร ลิฟต์ที่ใช้ในตึกนี้ได้รับการออกแบบให้มีประสบการณ์แห่งความท้าทายและความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์.
ตึกจูฮายอา (China Zun): ตึกที่สูงที่เจ็ดในโลก ตั้งอยู่ที่เมืองเปโก้, ประเทศจีน มีความสูง 528 เมตร ลิฟต์ในตึกนี้ได้รับการออกแบบให้ทันสมัยและมีความปลอดภัย.
ตึกเตาหูชายแขวน (Tianjin CTF Finance Centre): ตึกที่สูงที่แปดในโลก ตั้งอยู่ที่เมืองเทียนจิ้น, ประเทศจีน มีความสูง 530 เมตร ลิฟต์ที่ใช้ในตึกนี้มีเทคโนโลยีล้ำสมัยในการเคลื่อนที่.
ตึกลินคอนแอล (LINC KL): ตึกที่สูงที่เก้าในโลก ตั้งอยู่ที่กัวลาลัมเปอร์, มาเลเซีย มีความสูง 468 เมตร ลิฟต์ที่ใช้ในตึกนี้เป็นเทคโนโลยีมาตรฐานสูง.
ตึกกรีนแลนด์ทาวเวอร์: ตึกที่สูงที่สิบในโลก ตั้งอยู่ที่เมืองหูเป่ย์, ไต้หวัน มีความสูง 508 เมตร ลิฟต์ในตึกนี้มีความเร็วสูงในการขับเคลื่อน.
ตึกที่สูงที่สุดในโลกเหล่านี้ไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและสถาปัตยกรรมเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงความสำคัญของลิฟต์ที่สามารถพาผู้คนขึ้นสู่ท้องฟ้าและเปิดโอกาสให้กับประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครในการเดินทางไปยังสถานที่สูงสุดของโลกนี้
ลิฟต์เป็นสิ่งอำนวยความสะดวกที่สำคัญในอาคารสูง ไม่ว่าจะเป็นในที่อยู่อาศัยหรือสถานที่ทำงาน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ลิฟต์ที่ใช้งานมานานมักจะเกิดปัญหาต่างๆ เช่น เสียบ่อย ทำงานไม่ราบรื่น หรือมีความปลอดภัยต่ำ การปรับปรุงลิฟต์ให้ทันสมัยจึงเป็นทางเลือกที่ดีในการแก้ปัญหาเหล่านี้
แนะนำปรึกษา
สอบถามข้อมูล:
โทร : 081 6410399
อีเมล : th@spcpartlifts.com
ไลย์ : @680aczyk (มี @ ด้วยค่ะ)